ฉันแวะเข้าไปในร้านกาแฟใกล้บ้านตอนที่ร้านใกล้จะปิด
ในร้านเหลือแค่ลูกค้าหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งคุยอยู่กับคุณลุงเจ้าของร้าน...
เธอเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่รู้ว่าชายคนรักทิ้งเธอไปหาคนอื่น
เธอก้อไม่รู้จะไปไหนหรือทำอะไรดี จึงมานั่งอยู่ที่ร้านนี้เพราะเป็นที่ๆมาประจำ
บรรยากาศในร้านนี้ทำให้ฉันนึกถึงฉากในหนังเรื่องหนึ่ง
หญิงสาวถามถึงเมนูที่คนนิยมที่สุดในร้าน
เจ้าของร้านบอกว่าขนมที่ขายดีที่สุดคือชีสเค้ก ส่วนขนมที่เหลือทิ้งท้ายเสมอ
คือ
'บลูเบอรี่พาย'
What's wrong with blueberry pie?
หญิงสาวสงสัยว่าเพราะอะไรบลูเบอรี่พายถึงขายได้น้อยกว่าอย่างอื่น
เจ้าของร้านตอบว่า ก็ไม่มีอะไร แค่ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อขนมอย่างอื่นก็เท่านั้นเอง
ไม่ใช่ว่าบลูเบอรี่พายไม่ดี หรือไม่อร่อย
เขาไม่เคยโทษบลูเบอรี่พาย...
บางคนมักสงสัยว่าตัวเองไม่ดีตรงไหน
ทำไมถึงไม่มีใครสนใจ ตัวเราแย่มากนักหรือ
เมื่อคำถามนี้เกิดขึ้นก็เท่ากับว่า...
เรากำลังเห็นตัวเองเป็นเหมือน'บลูเบอรี่พาย' ที่ไม่ดี จึงไม่มีใครต้องการ
ทั้งที่ความเป็นจริงทฤษฎีบลูเบอรี่พายจากเจ้าของร้านกำลังบอกเราว่า
การไม่ถูกเลือก ไม่ได้แปลว่า..เราไม่ดี
การที่คนสำคัญของเราไปเห็นคนอื่นดีกว่า ไม่ได้แปลว่า..เราไม่มีคุณค่า
คนอื่นจะโทษเราอย่างไรก็ช่างแต่เราไม่ควรซ้ำเติมและโทษตัวเอง แท้จิงคนที่ไม่ต้องการเราก้อแค่คนที่ไม่ชอบกินของดีอย่างบลูเบอรี่พาย
คนที่ไม่ต้องการเราก็แค่คนที่ไม่เห็นคุณค่าในตัวเรา
ไม่ได้แปลว่า เราไม่มีคุณค่าเสียหน่อย
และแน่นอน
บลูเบอรี่พายก็แค่รอคนที่เหมาะสมกว่ามาซื้อกลับบ้านไปเท่านั้นเอง
คุณลุงเจ้าของร้านปิดประตูร้านกาแฟ ฉันแยกย้ายกลับบ้าน
ส่วนหญิงสาวคนนั้นออกจากร้านพร้อมหิวกล่องใส่บลูเบอรี่พายกลับไปด้วย...